คนไทยเคยขี่จักรยานรอบโลก ตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว |
เด็กๆเชื่อไหมว่าจักรยานซึ่งมีวงล้อไม่ใหญ่โตนัก
หากเราปั่นไปทีละรอบ
โดยไม่หยุด
เราสามารถขี่รอบโลกใบใหญ่ๆของเราได้
บางคนอาจคิดว่าเป็นไปไม่ได้
แต่คนไทยคนหนึ่งเคยทำมาแล้วตั้งแต่เมื่อเกือบ
40 ปีที่แล้ว
คนไทยคนเก่งผู้นั้นคือ อ.ปรีชา พิมพ์พันธ์ เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า
เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ก็คิดจะลองขี่จักรยานไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา
แทนการนั่งเครื่องบินหรือเรืออย่างที่ใครๆในสมัยนั้นทำกัน

"ที่แรกไม่รู้ว่าจะไปถึงหรือเปล่า
จึงต้องทดลองก่อน
เพราะยังไม่เชื่อมั่นในตัวเอง
เลยต้องทดลองเอาแค่ใกล้ๆก่อน
จากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ เออ 750
กิโลเมตร
ไปได้ ไปช้าๆ
แต่ก็ยังไม่แน่ใจอีก
คราวนี้ไปใหม่ กรุงเทพฯ -
สุไหโก-ลก นราธิวาส
แล้วขี่ไปเชียงรายต่อก่อนกลับมากรุงเทพฯ
ประมาณ 3 - 4 พันกิโลเมตร
ก็รู้สึกว่าทำได้แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจ
เลยทดลองขี่ไปต่างประเทศดู"
ทีนี้ก็ลองขี่จากกรุงเทพฯ
ไปอรัญประเทศ เสียมราฐ
พระตระบอง พนมเปญ ไซ่ง่อน
ดาลัด เว้ แล้ววกเข้าลาว
อ้อมกลับสุวรรณเขต ท่าแขก
แล้วก็มาภาคอีสานกลับกรุงเทพฯ
เออไปต่างประเทศได้บทเรียนนะ
เขาพูดภาษาฝรั่งเศส เราพูดภาษาไทย
ก็ไม่รู้เรื่องกัน
เงินตราเราก็ไม่รู้เรื่อง
ภาษาเวียดนามเราก็ไม่เข้าใจ
แต่สามารถไปได้ อยู่ได้ กินได้
ขี่จักรยานไปได้
ตำรวจจับแล้วก็สามารถปล่อยเราได้
(เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง)
นั่นแหละจึงตัดสินใจไปอเมริกา"
"ก่อนไปอเมริกาก็ต้องศึกษาเส้นทางก่อนว่าผ่านประเทศไหน
มีถนนหรือเปล่า
พูดภาษาอะไรกันบ้าง
มีผู้ร้ายระหว่างทางไหม
ผ่านทะเลทรายหรือเปล่า
ถ้าไม่มีโรงแรม
ไม่มีบ้านพักจะหลับนอนอย่างไร
เพราะฉะนั้นในจักรยานจึงต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม
จะได้ไม่ต้องไปโหยหาอาหาร
ไม่ต้องโทรทางไกล
เราต้องช่วยตัวเองตลอด
ต้องศึกษาเตรียมตัวให้พร้อม"
"เสร็จแล้วก็เดินทางไป
ตอนนั้นอายุ 25 ปี
จบปริญญาตรีแล้ว
สำหรับคนไทยเขาว่าวัยเบญจเพส
คนวัยเบญจเพสส่วนมากเขาไปหาพระ
รดน้ำมนต์แก้ซวย ไม่ต้องไปไหน
ไม่ต้องทำอะไรทั้งปี
แต่เราไม่ถือ
ต้องเชื่อมั่นในตนเอง
แต่เราก็ต้องมีเหตุผลพอสมควรในการที่จะเชื่อมั่น
จะทำอะไร"
นี่คือเคล็ดลับของ อ.ปรีชา
รวมทั้งการเตรียมความพร้อมทางร่างกายก็เป็นปัจจัยสำคัญ

"เราต้องฝึกร่างกายก่อน
ไม่ใช่อยู่ๆลุกขึ้นมาขี่รอบโลกเลย
ต้องวิ่งต้องออกกำลังกาย
ก่อนเดินทางก็ซ้อมวิ่งรอบสนาม 400
เมตร 25 รอบ
แต่ไม่ใช่อยู่ๆวิ่ง 25 รอบเลยนะ
วันแรกได้รอบเดียว
วันที่ 2 ได้รอบครึ่ง
ถ้ารู้สึกว่าเหนื่อยก็หยุดทันที"
"อาหารก็อย่ากินมากเกินไป
ของหวานอย่าหวานจัดเกินไป
ควรใช้ความหวานจากผลไม้ดีกว่าน้ำตาล
โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม
ส้ม"
"เงินก็อย่าเตรียมไปมากเพราะจะโดนจี้เอาไปเสียก่อน
รถใหม่มาก
แพงมากก็ไม่ควรเอาไป
แค่ถึงเขตพม่าก็โดนตีหัวเอาจักรยานไปแล้ว"
"เดินทางไกลคนเดียว
เวลาจะใช้เงินก็ไม่ใช่ควักออกมาเป็นปึก
เหรียญเต็มมือ
อย่าทำอย่างนั้น
ควรหยิบออกมาทีละเหรียญ
ซื้อของ 5
รูปีก็ค่อยๆควักทีละหนึ่งรูปี
บางทีควักได้ 4
อันแขกใจร้องอาจจะบอกเออๆเอา 4
รูปีพอ
ก็ทุ่นไป 1 รูปี
พยายามควักแล้วควักอีก
เขาจะได้นึกเอาไปคนนี้มันยากจนเพราะฉะนั้นอย่าไปปล้นมันให้เสียเวลาเลย
อันนี้คือสิ่งที่เราต้องเอาตัวรอด"

เมื่อทุกอย่างพร้อม
เวลา 4.00 น.วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504
ปรีชา พิมพ์พันธุ์
ซึ่งขณะนั้นสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตรุ่นที่
5
ของโรงเรียนการฝึกหัดครูชั้นสูง
ประสานมิตรแล้ว
ก็ได้เริ่มขี่จักรยานออกจากมหาวิทยาลัยประสานมิตร
เขาพาจักรยานผ่านกรุงเพทฯ
ไปลพบุรี ปากน้ำโพ (นครสวรรค์)
กำแพงเพชร ตาก แม่สอด
พม่า อินเดีย ปากีสถาน
อิหร่าน
ตุรกี กรีก อิตาลี
สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส
ลงเรือไปข้างฝั่งที่ นิวออลีนส์
แล้วขี่จักรยานมุ่งหน้าไปทำปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยอลาบาม่า
รวมระยะการเดินทาง 6 เดือน
แค่ฟังหลายคนก็อาจจะเหนื่อยเสียแล้ว
"แต่คนขี่ไม่เหนื่อยหรอก
สนุก" อ.ปรีชาว่าอย่างนั้น
และด้วยความสนุกนี่เอง เมื่อ 6
ปีก่อนแม้กำลังจะย่างเข้า อายุ 60
อ.ปรีชาก็ขนสัมภาระพร้อมด้วยจักรยานคู่ใจบินไปขี่รถ
เลาะเรียบขั้วโลกเหนือลงมาขั้วโลกใต้อีกครั้ง
!
......โห..คนไทยก็ทำได้
!?!.....
ขอบคุณวารสารชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย

เริ่มต้น | อะไรเอ่ย | กิจกรรม
| กาลครั้งหนึ่ง | ทันโลก