|

กาลครั้งหนึ่งในสมัยกรุงโรมโน้น
ได้มีผู้ค้นพบหลักฐานบันทึกว่า ..
"มีแป้งแผ่นกลมๆบางๆปรุงด้วยน้ำมะกอก สมุนไพร น้ำผึ้ง
วางบนหินร้อน สักพักก็สุก"
สมัยนั้นเรียกกันว่า Placenta
กาลต่อมาในปีค.ศ.79
นักโบราณคดีพบว่ามีร้านขายพิซซ่าอยู่ที่เมืองปอมเปอี
ที่เคยถูกภูเขาไฟระเบิดพ่นลาวาทับทั้งเมือง
| |

|
|
|
เวลาผ่านไป(เมื่อประมาณ 200
ปีที่ผ่านมานี้) เมืองนาโปลี ได้กลายเป็นต้นกำเนิดของพิซซ่าสมัยใหม่
โดยมีร้านพิซซ่าแห่งแรกชื่อพอร์ต อัลบ้า
(Port Alba)
และก็มีอีกหลายๆร้านเปิดตามมา
พิซซ่าชาวนาโปลีจะอบในเตาที่ก่อด้วยหิน
จากภูเขาไฟเวซุเวียส
เนื่องจากกระจายความร้อนได้สม่ำเสมอ และใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง
|
 |
|
ต่อมามีคนทำพิซซ่ามือเยี่ยมคนหนึ่งนาย
ดอน ราฟาเอล เอสโพสิโต
เป็นคนแรกที่ใช้มอซซาเรลล่าชีส
หรือชีสนมควาย เป็นเครื่องปรุง
ชาวเมืองนิยมชมชอบมากจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของพิซซ่านาโปลี
และแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน |

เอกลักษณ์สำคัญของพิซซ่านาโปลี
ต้องอบในเตาที่อุณหภูมิ 340 องศาเซลเซียส ต้องใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง ต้องมีชีสมอซซาเรลล่า
ผงเครื่องเทศออริกาโน (Origano) ปลาเค็มเอนโชวี (Anchovi)* มะเขือเทศ เบซิล
(Basil) และกระเทียม

พอช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
คนอเมริกันก็หัดทำพิซซ่ากินกันบ้าง จนได้สูตรแบบอเมริกัน และแพร่หลายไปทั่วโลก
ครั้นปีค.ศ. 1960
เกิดเกิดสงครามเวียดนามทหารอเมริกันเข้ามาตั้งฐานทัพในเมืองไทย
ได้นำเอาวัฒนธรรมการกินพิซซ่าเข้ามาด้วยแต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก สมัยนั้นต้องไปกินกันตามโรงแรม และห้องอาหารอิตาเลียนเท่านั้น
แต่เมื่อประมาณ พ.ศ. 2513 ร้านพิซซ่าฮัท มาเปิดสาขาแรก เด็กไทย
คนรุ่นใหม่ก็แห่กินกันทั้งบ้านทั้งเมือง ทุกวันนี้การกินพิซซ่าไม่ได้ยากลำบากอีกแล้ว
เพียงโทรศัพท์กริ๊งเดียวภายใน 15 นาทีก็มาส่งถึงบ้านแล้ว

*ในดิกชั่นนารี บางฉบับแปลว่า กุ้งเคย
หรือกะปิฝรั่ง
|